วันอังคาร 11 ธันวาคม 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าววันนี้ > ขนหัวลุก!!!เมื่อคณะทัวร์บุญมาไหว้ “พ่อปู่ศรีสุทโธ”” ที่วังนาคินทร์คำชะโนด แต่ได้ยินเสียงพ่อปู่ทักทายมากับคณะทัวร์ ทำเอาอึ้งกันทั้งคณะ เชื่อบารมีพ่อปู่มาคุ้มครอง(รายละเอียด)

ขนหัวลุก!!!เมื่อคณะทัวร์บุญมาไหว้ “พ่อปู่ศรีสุทโธ”” ที่วังนาคินทร์คำชะโนด แต่ได้ยินเสียงพ่อปู่ทักทายมากับคณะทัวร์ ทำเอาอึ้งกันทั้งคณะ เชื่อบารมีพ่อปู่มาคุ้มครอง(รายละเอียด)

หมวดหมู่ : ข่าววันนี้ 10 กันยายน 2017

ดินแดนเมือง“ป่าคำชะโนด” หรือ เมืองชะโนด หรือ วังนาคินทร์คำชะโนด ตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลวังทอง, ตำบลบ้านม่วง และตำบลบ้านจันทร์ ใน อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นป่าที่มีลักษณะเหมือนเกาะขึ้นอยู่กลางทุ่งนา เต็มไปด้วยต้นชะโนด ซึ่งเป็นพืชจำพวกปาล์ม ความยาวประมาณ 200 เมตร

Advertisement

ป่าคำชะโนดเป็นสถานที่ ๆ ปรากฏในตำนานพื้นบ้าน เป็นสถานที่ ๆ เชื่อว่า เป็นที่สิงสถิตของพญานาคและสิ่งลี้ลับต่าง ๆ บ่อยครั้งที่ชาวบ้านในละแวกนั้นจะพบเห็นชาวเมืองชะโนดไปเที่ยวงานบุญพระเวท รวมถึงหญิงสาวที่มายืมเครื่องมือทอผ้าอยู่เป็นประจำ และเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงที่อำเภอบ้านดุง แต่น้ำก็ไม่ท่วมบริเวณคำชะโนด เมื่อระดับน้ำลดลง คำชะโนดก็ยังคงอยู่เช่นเดิม

ซึ่งคนที่ได้เดินทางไปยังป่าคำชะโนด ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นก็คือ ไปกราบไหว้พ่อปู่ศรีสุทโธนั่นเอง เพื่อขอโชคขอลาภต่างๆ และส่วนมากก็จะได้ตามที่ขอกันมาทุกๆคน แต่การขอพรองค์พ่อปู่ศรีสุทโธ ส่วนก็คิดว่าจะต้องไปขอให้ถึงที่ แต่ไม่ใช่เลยเพราะองค์ปู่ หรือ เทพเทวาทุกรูปทุกนามในสวรรค์ทั้ง ุ6 ชั้นฟ้า สามารถรับรู้กระแสจิตของเราได้ไม่ว่าเราจะอยู่ไกลแค่ไหนในโลกนี้ แต่อยู่ที่ว่า เราจะมีกำลังของจิตแรงกล้าแค่ไหนที่ส่งถึงท่านได้ หนึ่งในปัจจัยนั้นคือ ศรัทธา เป็นตัวตั้งต้น

ทุกสิ่งล้วนเป็นพลังศรัทธาที่เพิ่มขึ้นจากแค่ศรัทธาจากใจ แต่หากเราไม่สะดวกจะไปที่คำชะโนด ก็สามารถขอพรต่อท่านจากที่บ้านเราเองได้ ขอให้ส่งจิตไปถึงท่านได้ให้ได้ ซึ่งเป็นหัวใจของการขอพรให้สมหวัง

ปัจจุบัน ป่าคำชะโนด ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีมนต์ขลัง ด้วยเรื่องเล่าตำนานพญานาค ซึ่งตามตำนานเชื่อกันว่า พญาศรีสุทโธนาค ผู้ขุดแม่น้ำโขงใช้ป่าคำชะโนด เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองบาดาลและโลกมนุษย์ ซึ่งบริเวณดังกล่าวคือ สะพานปูนรูปปั้นพญานาค 2 ตัว 7 เศียร และถ้าสังเกตให้ดี ๆ ตรงกึ่งกลางสะพาน จะเจอกับรอยแยก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรอยต่อระหว่างโลกมนุษย์กับบาดาลนั่นเอง

Advertisement

แล้ววันนี้เราก็จะมาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคณะทัวร์บุญ โดยคุณ รัก คำราม ที่ได้จัดพาคนไปทำบุญที่ประเทศลาว และ คำชะโนด ระหว่างวันที่ 27 – 29 ก.ค. ที่ผ่านมามาให้ฟังกันค่ะ โดยเฉพาะวันที่ 29 ก.ค เป็นวันสุดท้ายของคณะทัวร์ที่มีกำหนดการจะไป คำชะโนดในช่วงบ่าย ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ระหว่างจะเดินทางจากหนองคาย ไปคำชะโนด ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก โดยเฉพาะที่คำชะโนด  แต่ก่อนไปก็ได้โทรไปสอบถามทางเจ้าหน้าที่คำชะโนดถึงสถานการณ์ฝนตก ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า น้ำจะหลากเข้าท่วมคำชะโนดในช่วงบ่าย 3 และจะประกาศปิดคำชะโนดในวันนั้น

พอได้รฟังเช่นนั้น ก็ไปแจ้งกับลูกทัวร์บถึงสถานการณ์นี้ และลูกทัวร์ก็ตกลงกันว่าว่า ยังไงก็จะไป หาปู่ที่คำชะโนด ไม่ว่าฝนจะตก น้ำจะท่วม เส้นทางจะขาด หรือ คำชะโนดจะปิดประตูทางเข้าก็ตาม ทุกคนบนรถจะไปให้ได้เพราะ เราจะเอาบุญไปให้ปู่
หลังจากที่ได้ถวายพระพุทธรูปไม้สักที่สร้างได้อย่างยากลำบาก และถวายวัดพระธาตุบังพวน แล้ว ก็รีบเดินทางไปหาปู่ที่คำชะโนด เพื่อจะอุทิศบุญนี้ให้ท่าน เมื่อไปถึงคำชะโนดประมาณ บ่าย 3 ฝนยังตกต่อเนื่อง
ขณะนั้น ผู้มีญาณวิเศษได้มากับคณะทัวร์บอกว่า เราได้เห็นองค์ปู่ศรีสุทโธและบริวารท่านมากมาย มาต้อนรับพวกเรา ตรงทางเข้า ท่านได้ทักว่า “เอ๊า มากันแล้วเหรอ เป็นไงบ้างหละ มาลำบากไหม”
เป็นคำทักทายที่เป็นกันเองและ มีเมตตากับเรามาก เราได้ใส่ชุดกันฝนและลุยน้ำเข้าไป และเมื่อถึงศาลองค์ปู่ ผมได้กล่าวนำสวดบูชาองค์ปู่ แม่ย่า และได้ยกบุญที่สร้างพระให้องค์ปู่ท่าน ท่านตอบกลับมา “เราขอบใจนะ ที่ให้บุญนี้แก่เรา เราซาบซึ้งใจที่ยังอุตสาห์มาหาเรา ”

นี่คือคำพูดขอองค์ปู่ที่สื่อมายังคณะเรา และขณะนั้น ฝนที่ตกอยู่ ก็ได้หยุดแบบฉับพลัน และแดดก็สาดส่องลงมายังบริเวณคำชะโนด ทำให้เรางงกับเรื่องนี้มาก เพราะฟ้ามืดครึ้มมีเมฆหนาปกคลุมไปทั่ว และฝนตกมาตั้งแต่เช้า ไม่มีทีท่าจะหยุดได้เลย แต่จู่ๆกลับมาหยุดเอาตอนนี้และแดดออกเฉยเลย

องค์ปู่ท่านบอกว่า “เป็นไงหละ ฟ้าหลังฝน งดงามมั๊ย” องค์ท่านได้ให้แง่คิดเรื่องนี้กับพวกเราว่า ก่อนที่เราจะมาหาท่าน เราอาจลังเลเมื่อเจอฝนตกหนัก แต่หากมีจิตใจที่มุ่งมั่นและศรัทธาที่มั่นคงในสิ่งที่จะทำแล้ว โดยไม่หวั่นไหว สุดท้ายเราจะพบกับความสำเร็จที่งดงาม นี่คือสิ่งที่ท่านได้สอนพวกเรา โดยทำให้ ฝนหยุดตกและแดดออก นี่เป็นประสบการณ์อันล้ำค่ามากที่ท่านได้ประทานให้กับพวกเรา นั่นคือการประทานปัญญาให้เรา

ก่อนที่คณะทัวร์เราจะเดินทางเข้ามาคำชะโนด ทางบริวารขององค์ปู่ ได้เห็นรัศมีแสงที่เปล่งประกายออกมาจากรถทัวร์ และรู้ว่า กลุ่มคณะนี้ได้ไปสร้างบุญใหญ่มา จึงมีรัศมีสว่างจ้า จึงเข้ามารายล้อมข้างรถทัวร์ และเมื่อรถทัวร์วิ่งไป เหล่าบริวารมากมาย ก็เคลื่อนตัวด้วยการเลื้อยตามรถทัวร์เราไปด้วย

ขณะที่เราเดินทางออกจากคำชะโนด องค์ปู่ และ เหล่าบริวารก็มาส่งคณะเราโดยลอยตามรถทัวร์เราไป จนออกไปยังถนนใหญ่ นี่คือ ความเมตตาที่คณะเราได้รับจากองค์ปู่ท่าน จะเห็นว่าองค์ปู่ศรีสุทโธ เป็นนาคราชที่ใจดีมาก และมีอัธยาศรัยที่ดีต่อผู้มาเคารพกราบไหว้ท่าน
คณะเราอาจจะได้รับการต้อนรับเป็นกรณีพิเศษหน่อย เพราะ เรามาเพื่อที่จะ “ให้” ปู่ท่าน โดยตรงหลังจากที่เราได้กลับไป วันต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ได้ประกาศปิดคำชะโนดเนื่องจากน้ำท่วม ซึ่งจริงๆเจ้าหน้าที่จะประกาศปิดตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค แล้ว แต่ที่เรายังเข้าไปหาปู่ได้ เพราะ ความมุ่งมั่นของเรา ทำให้ ปาฎิหาริย์เกิดขึ้นได้

[banner_adsc][/banner_adsc]

ประวัติของป่าคำชะโนด

วัดศิริสุทโธ หรือ วัดป่าคำชะโนด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี อีกหนึ่งตำนานความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคที่คนไทยหลายคนยังสงสัย ซึ่งคนในพื้นที่เชื่อว่าเป็นดินแดนของพญานาค ป่าศักดิ์สิทธิ์ ลี้ลับ อาถรรพ์ เกาะลอยน้ำ กับเรื่องราวความเชื่อที่ว่าเกาะคำชะโนดไม่เคยจมน้ำ เพราะมีพญานาคคอยปกปักรักษา และเรื่องราวที่ทำให้เรารู้จักคำชะโนดในปี 2532 ก็คือ ตำนานผีจ้างหนัง ที่มีคนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ความเป็นมาของ “คำชะโนด” ที่เกี่ยวพันกับพญานาค ได้แก่ เรื่องผีจ้างหนังมาฉาย ซึ่งก็คือนาคแปลงกายเป็นมนุษย์ ไปว่าจ้างหนังกลางแปลงให้ไปฉายที่ คำชะโนด และอีกเรื่องหนึ่งก็คือเวลาชาวบ้านจัดงานประจำปี มีมหรสพมากมาย นาคก็จะขึ้นมาเที่ยว โดยแปลงร่างเป็นคนธรรมดา ผู้หญิงจะแต่งตัวใส่เสื้อขาว นุ่งผ้าสีคล้ายๆ สีดำ ผู้ชายชอบโพกศีรษะด้วยผ้าแดง

คำชะโนด เกาะลอยน้ำ มีเนื้อที่ประมาณ 20 กว่าไร่ มีต้นไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่า “ต้นชะโนด” ขึ้นเต็มไปหมด เมื่อเข้าไปที่ คำชะโนด อากาศจะเย็นสบายเหมือนติดแอร์ ที่นี่ พอถึงหน้าฝน รอบๆ เกาะ น้ำจะท่วมทุกปี แต่ที่ คำชะโนด น้ำจะไม่ท่วม ดูเหมือนว่า เกาะนี้จะลอยขึ้นตามน้ำ คือ ถ้าหากน้ำขึ้นก็ขึ้นตาม น้ำลงก็ลงตาม น่าประหลาดมากๆ น้ำจะเอ่อล้นมาจาก “แม่น้ำสงคราม” ซึ่ง แม่น้ำสงคราม จะไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่ คำชะโนด แห่งนี้ ชาวบ้านบอกว่า มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า “ปล่องพญานาค” เคยมีคนนำไม้ไผ่ลำยาวๆ 3 ต้นมาต่อกัน แล้วหยั่งลงไป ปรากฏว่ายังไม่ถึงพื้นเลย แต่แปลกที่ว่าเมื่อโยนเหรียญลงไป จะมองเห็นเหรียญได้หมด น้ำใสมาก ชาวบ้านมีความเชื่อว่า พญานาค ได้ออกมาจากปล่องนี้

ปาฏิหาริย์ครั้ง ปี พ.ศ.2519 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งท้องที่อำเภอบ้านดุง แต่น้ำไม่ท่วมคำชะโนด ชาวบ้านละแวกนั้นให้คำตอบไว้ว่า ที่น้ำไม่ท่วมเพราะพญานาครักษาไว้ เนื่องจากมีศาลบูชาพญานาค 2 ท่าน โดยนาคบริวารช่วยกันร่ายมนตร์แล้วหนุน ดุน ดัน แผ่นดิน เป็นเหตุให้สูงขึ้นจนพ้นน้ำ และป่าคำชะโนดกลายเป็นสถานที่เลื่องชื่อชั่วข้ามคืนก็เพราะเรื่องเล่า “ผีจ้างหนัง” อันสุดแสนมหัศจรรย์พันลึกที่เกิดขึ้น เมื่อบริษัทหนังชื่อดังของภาคอีสาน ถูกว่าจ้างจากใครคนหนึ่งให้ไปฉายหนังกลางแปลงในหมู่บ้านวังทอง ด้วยจำนวนเงิน 4,000 บาท แต่มีข้อแม้คือ ต้องฉายจบแค่ตี 4 ของวันใหม่ และให้ออกจากหมู่บ้านก่อนฟ้าสาง โดยห้ามหันหลังกลับมามอง

ส่วนข้อปฏิบัติและข้อห้ามของผู้ที่จะเข้าไปในป่าลี้ลับคำชะโนดแห่งนี้ คือ ต้องไม่สวมหมวก แว่นตา กางร่ม ห้ามใส่รองเท้าทั่วทั้งบริเวณป่า และที่สำคัญห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ เข้าไปโดยเด็ดขาด เพราะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการดูหมิ่นผู้ปกปักรักษาผืนป่า ซึ่งในอดีตมีอีกหนึ่งข้อห้ามสำคัญในการจะเข้าไปในป่าคำชะโนด คือห้ามใส่เสื้อสีแดงไม่รู้ว่าเพราะอะไร หากใครที่ใส่เข้ามามักจะเกิดเหตุแปลกๆ จนทำให้อยู่ในบริเวณป่าแห่งนี้ไม่ได้  แต่พอได้ทำพิธีขอยกเว้นปัจจุบันจึงทำให้ใส่เข้ามาได้

สำหรับป่าคำชะโนดมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า มีพญานาคอยู่สองตนได้ปกครองเมืองกระแสโดยครึ่งหนึ่งเป็นของ สุทโธนาค  ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของ สุวรรณนาค ทั้งสองปกครองเมืองอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่มีข้อตกลงร่วมกันอยู่ว่า ถ้าเมื่อฝ่ายใดออกไปล่าสัตว์หาอาหาร อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่ไป เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งกันและเมื่อฝ่ายที่ออกไปล่าสัตว์หาอาหารมาได้นั้น ให้นำมาแบ่งกันอย่างละครึ่ง  เมื่อสุทโธนาคออกไปล่าสัตว์ได้เนื้อช้างมา จึงนำเนื้อช้างที่ได้แบ่งให้สุวรรณนาค พร้อมทั้งนำขนของช้างไปยืนยันว่าเป็นเนื้อช้างจริง เมื่อถึงคราวที่สุวรรณนาคออกไปล่าสัตว์ครั้งนี้ได้เม่นมาเป็นอาหาร จึงได้นำเนื้อเม่น และขนของเม่นไปมอบให้แก่สุทโธนาคเหมือนเช่นเคย

แต่สุทโธนาคกลับแสดงความไม่พอใจ เพราะเมื่อดูจากขนของเม่นที่มีขนาดใหญ่กว่าขนของช้าง ปริมาณเนื้อที่ได้ก็ควรมีมากกว่าเนื้อของช้าง แต่ปริมาณเนื้อนั้นกลับมีน้อยกว่ามากนัก จึงคิดว่าสุวรรณนาคไม่มีความซื่อสัตย์ ฝ่ายสุวรรณนาคพยายามอธิบายอย่างไรก็ไม่เป็นผล จึงเกิดสงครามระหว่างสุทโธนาค และสุวรรณนาค พอพระอินทร์ได้ทราบเรื่อง จึงหาวิธีการที่จะทำให้พญานาคทั้งสองนั้นหยุดทำสงครามกัน

 

ข่าวล่าสุดของหมวดหมู่ ข่าววันนี้

error: Alert: Content is protected !!