วันอาทิตย์ 17 ธันวาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าววันนี้ > คดีสะเทือนขวัญแห่งราชสำนัก.!!! “ปลงพระชนม์มเหสี ร.๖” “พระนางเธอลักษมีลาวัณ” เรื่องราวที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้..?!? (รายละเอียด)

คดีสะเทือนขวัญแห่งราชสำนัก.!!! “ปลงพระชนม์มเหสี ร.๖” “พระนางเธอลักษมีลาวัณ” เรื่องราวที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้..?!? (รายละเอียด)

หมวดหมู่ : ข่าววันนี้ 6 ธันวาคม 2017

คดีสะเทือนขวัญแห่งราชสำนัก!! “ปลงพระชนม์มเหสี ร.๖”

พระนางเธอลักษมีลาวัณ (๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ – ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๔) มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าหญิงวรรณพิมล วรวรรณ(ภายหลัง ร.๖ ทรงพระราชทานพระนามใหม่ว่า”หม่อมเจ้าหญิงลักษมีลาวัณ”) พระองค์ทรงเป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมหลวงตาด วรวรรณ (สกุลเดิม มนตรีกุล) ทรงเป็นที่รู้จักในฐานะพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระขนิษฐาต่างชนนีของอดีตพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี

หม่อมเจ้าหญิงลักษมีลาวัณทรงเปิดพระองค์อยู่ในสังคมชั้นสูงที่มีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสังคมและความบันเทิง ทำให้หลายคนต่างมองเห็นภาพความสนุกสดใสของบรรดาพระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ได้ไม่ยากนัก ซึ่งในเรื่องนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ทรงเล่าไว้ใน เกิดวังปารุสก์ ตอนหนึ่งว่า “… ไม่มีผู้หญิงคนไทยครอบครัวใดที่จะช่างคุยสนุกสนานเท่าองค์หญิงตระกูลวรวรรณ เท่าที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักพบมา…”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนิทสนมกับตระกูลวรวรรณ และมีโอกาสได้ทรงคบหากับหม่อมเจ้าหญิงวัลลภาเทวีและหม่อมเจ้าหญิงลักษมีลาวัณ ต่อมาได้ทรงสถาปนา หม่อมเจ้าวัลลภาเทวี ขึ้นเป็น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ในฐานะพระคู่หมั้นในเดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ.๒๔๖๓ แต่กระนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าก็ทรงคบหากับหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ พระขนิษฐาของพระวรกัญญาปทานอย่างเปิดเผย ทั้ง ๆ ที่อยู่ระหว่างที่ทรงหมั้นอยู่ และพบว่าทรงติดต่อกันทางจดหมายเพื่อระบายความทุกข์ส่วนพระองค์ได้ทรงมีพระราชนิพนธ์ถึงหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณอยู่เสมอ แต่ไม่นานนักพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถอนหมั้นกับพระวรกัญญาปทาน เนื่องจากพระอัธยาศัยพระวรกัญญาปทานไม่ต้องพระราชนิยม

หลังจากการถอดถอนหมั้นเพียงไม่กี่เดือน ก็ทรงสถาปนาหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๔ ขณะพระชันษาได้ ๒๒ ปี และในวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ พร้อมกับทรงหมั้น และมีพระราชวินิจฉัยว่า จะได้ทรงทำการราชาภิเษกสมรส

พระนางเธอลักษมีลาวัณทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพรรณนาไว้ว่า….
“รูปน้องประกอบเบญจางคะลักษณะอย่าง พิเศษพิสุทธิ์สตรี ประภัสสรพรรณฉวีเกศางามมี ละเลื่อมสลับแดงปน เนตรแม้นดาราน่ายลระยับอยู่บน นภางคะเวหา”

Advertisement

ส่วนพระกิริยาอัธยาศัย ก็งดงามนัก ดังพระราชนิพนธ์ ความว่า….
“งามพร้อมจริตกริยาไพเราะวาจา จะตรัสก็หวานจับใจ เย็นฉ่ำน้ำพระหฤทัยสุจริตผ่องใส สอาดประเสริฐเลิศดี รู้จักโอบอ้อมอารีเอาใจน้องพี่ แลญาติมิตรทั่วกัน ปราศจากฤษยาอาธรรพ์โทโสโมหัน ก็รู้จักข่มเหือดหาย”

หลังจากการเฉลิมพระยศได้เพียงหนึ่งเดือนสิบเก้าวัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงอภิเษกสมรสกับ “พระสุจริตสุดา” ธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ และทรงตัดสินพระราชหฤทัย “แยกกันอยู่” กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณซึ่งยังมิได้อภิเษกสมรสกัน ต่อมาพระองค์เจ้าลักษมีลาวัณก็ได้รับโปรดเกล้าสถาปนาขึ้นเป็น พระนางเธอลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ เสมือนรางวัลปลอบพระทัย

หลังจากนั้นพระนางเธอลักษมีลาวัณก็ทรงพอพระทัยที่จะแยกพระตำหนักไปประทับอยู่ห่างจากเจ้าพี่เจ้าน้อง แม้เจ้าพี่เจ้าน้องจะคอยมาสนใจความเป็นอยู่แต่พระองค์ก็มิได้นำพา โดยรับสั่งด้วยสำนวนติดพระโอษฐ์ว่า “I don’t care” ทรงประทับอยู่อย่างสันโดษ และเพื่อเลี่ยงความเงียบเหงาพระนางจึงทุ่มเทไปกับงานพระนิพนธ์ และการเขียนบทละครร้องและการรื้อฟื้นคณะละครปรีดาลัยของพระบิดา ทั้งนี้หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้รับส่วนแบ่งจากพระราชมรดก อาทิ เพชร, ทอง, สังวาล, กระโถนทอง และพานทอง

และเมื่อยิ่งมีพระชนมายุที่สูงขึ้นก็ทรงพอพระทัยในความวิเวกสันโดษ ทรงเก็บพระองค์ในพระตำหนักลักษมีวิลาศไม่มีพระประสงค์จะพบปะสังสรรค์กับผู้ใด พระนางทรงเป็นมเหสีที่ทรงอาภัพยิ่งแม้ตอนช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ก็สิ้นพระชนม์ด้วยความเดียวดายและเศร้าสลดน่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์

เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๐๔ เวลา ๑๕:๓๐ น. พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงได้รับโทรศัพท์แจ้งจากนางสาวแน่งน้อย แย้มศิริ นิสิตบัญชีปี3จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยถวายงานเป็นข้าในพระนางเธอลักษมีลาวัณ ในพระตำหนักลักษมีวิลาศ ว่าน่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในพระตำหนัก เนื่องจากเธอได้ไปกดออดเรียก และโทรศัพท์เข้าไปแต่ไม่มีผู้รับสาย

เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงทราบจึงเสด็จโดยรถยนต์ส่วนพระองค์มายังพระตำหนักลักษมีวิลาศ สี่แยกพญาไทโดยด่วน ปรากฏว่าบนพระตำหนักเงียบวังเวงปราศจากผู้คนอาศัยอยู่ ด้วยความร้อนพระทัยจึงได้เสด็จขึ้นไปชั้นบนพระตำหนักเพื่อตามหาพระนางเธอฯ พระขนิษฐา(น้องสาว) เสด็จในกรมฯ ทรงพระวิตกว่าพระนางเธอฯ จะได้รับอันตราย จึงทรงตรวจค้นห้องพระบรรทม พบเครื่องฉลองพระองค์และพระราชทรัพย์ถูกรื้อกระจาย แล้วจึงเสด็จลงมาตรวจบริเวณพระตำหนักอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมเปล่งพระสุรเสียงเรียกพระนางเธอฯ ตลอดเวลา แต่ก็ไม่มีเสียงขานรับอย่างใด

Advertisement

Loading...

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระเชษฐาในพระนางเธอลักษมีลาวัณ

เสด็จในกรมฯ ไม่ทรงพบใครอยู่ภายในพระตำหนักแต่กลับได้กลิ่นเหม็นเหมือนกลิ่นเน่า จึงเสด็จดำเนินตามกลิ่นไปถึงโรงรถบริเวณหลังพระตำหนัก เมื่อเสด็จถึง ถึงกับทรงตะลึง ทรงพบพระศพของพระนางเธอ ในสภาพเน่าอืด แล้วจึงทรงเร่งมาแจ้ง นายร้อยเวรสถานีตำรวจพญาไท เพื่อให้ชันสูตรพระศพโดยด่วน

เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชำนาญได้เริ่มลงมือชันสูตรพระศพซึ่งเริ่มส่งกลิ่น พบว่าที่พระวรกายบริเวณพระอุระพบบาดแผลฉกรรจ์คล้ายถูกแทงอย่างโหดเหี้ยม 4แผล ที่พระศออีกแผลหนึ่ง ที่พระเศียรด้านหลังนั้นถูกตีจนน่วมมีพระโลหิตไหล สิ้นพระชนม์บนพื้นคอนกรีต เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าสิ้นพระชนม์มาแล้วไม่ต่ำกว่า ๓ วัน แล้วจึงส่งพระศพไปยังแผนกนิติเวช เพื่อชันสูตรอีกชั้นหนึ่ง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจหาร่องรอย ภายในพระตำหนักอย่างละเอียด พบกรรไกรเปื้อนครอบโลหิตตกอยู่กลางห้องพระบรรทม เงินส่วนพระราชสมบัติหายไปโดยไม่ทิ้งไว้แม้จนบาทเดียว ที่ตู้เซฟเก็บเครื่องฉลองพระองค์ ที่เก็บเครื่องประดับต้นตระกูลแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ มูลค่านับล้านบาท ยังคงอยู่ในสภาพปกติ สันนิษฐานว่าคนร้ายไม่อาจหากุญแจไขได้สำเร็จเพราะต้องรีบเตลิดหนีก่อนที่จะมีคนมารู้เห็นเข้า

พระศพของพระนางเธอที่พบนั้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าการที่พบพระศพอยู่บริเวณโรงรถติดกับห้องคนรับใช้นั้นเป็นการพรางตา คาดว่ากลุ่มฆาตกรน่าจะสังหารตั้งแต่บนห้องบรรทมชั้นบน เพราะพบคราบพระโลหิตติดอยู่ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วจึงช่วยกันลากพระศพมาทิ้งไว้ที่โรงรถก่อนที่จะหลบหนีไป

ภายหลังผู้ต้องหาถูกจับกุมได้โดยได้รับการแจ้งจากร้านทองที่รับจำนำของมีค่า ว่ามีผู้ต้องสงสัยนำเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรี จุลจอมเกล้าและตราอื่นๆ จึงสามารถตามจับกุมได้ ต่อมาถูกพิพากษาประหารชีวิตแต่ให้การรับสารภาพ ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแทน

ในภาพคือ พระรูปพระนางเธอพระมเหสีในรัชกาลที่6 และผู้ต้องหานายแสง นายวิวัช อดีตผู้รับใช้ภายในวัง

หนังสือพิมพ์ลงข่าวเหตุการณ์พระนางเธอลักษมีลาวัณถูกลอบปลงพระชนม์

ข่าวล่าสุดของหมวดหมู่ ข่าววันนี้

error: Alert: Content is protected !!